เส้นทางเมืองรุ่งอรุณแห่งความสุข สุโขทัย (4 วัน 3 คืน)

เส้นทางเมืองรุ่งอรุณแห่งความสุข สีสันสังคโลก ภูมิปัญญาผ้าหมักโคลน และวิถีเกษตรอินทรีย์ สุโขทัย (4 วัน 3 คืน)

เส้นทางนี้จะพาไปรู้จักเมืองสุโขทัย ท่องเที่ยวไปในเขตเมืองเก่าบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ปั่นจักรยานสัมผัสร่องรอยอารยธรรมผ่านโบราณสถาน มีแมกไม้ร่มรื่นตลอดสองข้างทาง เยี่ยมชมแหล่งทำเครื่องสังคโลกที่ใหญ่สุดในสุโขทัย เรียนรู้กรรมวิธีการทำผ้าหมักโคลนจากภูมิปัญญาบรรพบุรุษที่บ้านนาต้นจั่น พร้อมชิมอาหารพื้นบ้านขึ้นชื่ออย่าง ข้าวเปิ๊บ ปิดท้ายกับการเรียนรู้กระบวนการเกษตรอินทรีย์ ร่วมเป็นเกษตรกรฝึกหัด ลงมือเก็บเกี่ยวผลผลิตด้วยตัวเอง ทั้งหมดเปรียบเสมือนการบอกเล่าอัตลักษณ์งดงามของเมืองสุโขทัย เป็นการท่องเที่ยวที่ครบเครื่อง ได้เรียนรู้ทั้งประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงอนุรักษ์วิถีวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมของชุมชน



เส้นทางท่องเที่ยว สุโขทัย

วันที่ 1

เที่ยวชมวัด และเยี่ยมชมเครื่องสังคโลก

  ออกเดินทางสู่จังหวัดสุโขทัย เริ่มต้นทริปสุโขทัยที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เปิดทำการตั้งแต่เวลา ๐๖.๐๐ – ๑๙.๐๐ น. และทุกวันเสาร์ เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนชมโบราณสถานยามค่ำคืนได้ถึงเวลา ๒๑.๐๐ น. และเพื่อเป็นการลดมลพิษ รวมถึงลดความเสี่ยงในการทรุดโทรมของโบราณสถาน ตั้งแต่ ๑ มกราคม ๒๕๕๙ เป็นต้นมา ทางอุทยานฯ ไม่อนุญาตให้นำรถยนต์เข้ามาในพื้นที่โบราณสถานชั้นใน เพราะต้องการให้เป็นพื้นที่ปลอดคาร์บอน นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมได้ ๓ วิธี คือ เดินเท้า ปั่นจักรยาน และ การนั่งรถรางไฟฟ้า โดยทางอุทยานฯ มีรถจักรยานให้เช่าด้วย นอกจากนี้ หน้าโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแต่ละแห่งยังมีป้าย QR Code สำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟน สามารถสแกนเข้าไปอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมได้ มีให้เลือก ๕ ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน และฝรั่งเศส

เที่ยวชมวัด ย้อนรอยสุโขทัยก่อนยุคราชธานี ปั่นจักรยานย้อนกลิ่นอายความเป็นมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ที่ วัดพระพายหลวง และ วัดศรีชุม ซึ่งตั้งอยู่ด้านนอกกำแพงเมืองทางทิศเหนือ เป็นที่ตั้งชุมชนดั้งเดิมก่อนการสถาปนาเป็นอาณาจักรสุโขทัย จุดเด่นของวัดพระพายหลวง คือเป็นศาสนสถานที่มีองค์ประธานเป็นพระปรางค์แบบขอม ๓ องค์ ปัจจุบันเหลือเพียงพระปรางค์องค์เหนือ

จากวัดพระพายหลวง มีทางเชื่อมต่อมาถึงวัดศรีชุม จุดที่น่าสนใจคือมีอุโมงค์เจาะเป็นช่องลึกเข้าไปในผนัง บนเพดานของอุโมงค์มีภาพจารลายเส้นวาดบอกเล่าเรื่องราวพุทธชาดกด้วยอักษรสุโขทัย โดยอุโมงค์นี้เจาะเชื่อมเป็นทางเดินขนาดพอดีตัวคนวนถึงรอบมณฑปซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน พระอจนะ พระพุทธรูปปางมารวิชัยขึ้นรูปด้วยดินฉาบปูนองค์ใหญ่ หากลองมองไล่ตั้งแต่ฐานพระไปจนถึงพระเศียรจะพบกับยอดมณฑปด้านบนที่ไม่มีหลังคา รวมถึงภาพของกรอบสี่เหลี่ยมหยักมุมที่ล้อมองค์พระ มีท้องฟ้าสีฟ้าสดเป็นฉากหลัง สวยงามรับกันอย่างน่าประทับใจ ถือเป็นจุดต้องห้ามพลาดมาชม

สู่ยุครุ่งเรือง เมืองหลวงของอาณาจักรสุโขทัย ภายในเขตกำแพงเมือง คือที่ตั้งชุมชนแห่งใหม่หลังการสถาปนาเมืองสุโขทัยเป็นราชธานี มีวัดสำคัญคือวัดมหาธาตุ ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางเมือง เปรียบเสมือนพระอารามหลวง มีพื้นที่กว้างขวางที่สุดในบรรดาวัดทั้งหมด มีเจดีย์กว่า ๒๐๙ องค์ ภายในแกนกลางบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ล้อมรอบทั้งสี่ทิศด้วยเจดีย์ขนาดเล็ก จุดที่น่าสนใจคือเหนือซุ้มวงโค้ง (ซุ้มจระนำ) ของพระปรางค์องค์หน้าสุด มีรูปปูนปั้นตอนพระนางสิริมหามายากำลังโน้มกิ่งสาละเพื่อประสูติเจ้าชายสิทธัตถะ (พระพุทธเจ้า) ลายผ้านุ่งที่ปรากฏในปูนปั้น ปัจจุบันนำมาประยุกต์เป็นลวดลายบนเครื่องแต่งกายสำหรับฟ้อนรำสุโขทัย

ก่อนกลับแวะสักการะ อนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหง รูปหล่อพระองค์ท่านประทับบนพระแท่น ถัดลงมาด้านล่างเยื้องไปด้านข้างมีหลักศิลาจารึก และเมื่อเดินเข้ามาจะพบระฆังร้องทุกข์ที่สร้างจำลองไว้ตรงด้านหน้า เชื่อว่าถ้าลั่นระฆังแล้วขอพรจากพ่อขุนรามคำแหง เสมือนหนึ่งลูกมาพึ่งพ่อ จะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคล

ปั่นจักรยานกันเสร็จช่วงเที่ยง แวะกินมื้อกลางวันกับเมนูที่ไม่ควรพลาด ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย มีเอกลักษณ์ด้วยเครื่องเคราแสนอร่อยอย่างเนื้อหมูชิ้น หมูสับ เครื่องในลวก หมูแดงฝานเป็นแผ่นบางๆ ถั่วฝักยาวหั่นแฉลบ โรยถั่วลิสงคั่ว ไชโป๊วฝอย ที่เมื่อคลุกเคล้ากันแล้วมีรสชาติหวานนำเล็กน้อย แต่อร่อยกำลังดี สั่งได้ทั้งแบบน้ำและแห้ง ถ้าอยากชิมรสชาติดั้งเดิมต้องสั่งก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กเท่านั้น

รู้จักเครื่องสังคโลก ของดีดั้งเดิมเมืองสุโขทัย ช่วงบ่าย เยี่ยมชมการทำเครื่องสังคโลกแบบโบราณที่ร้าน กะเณชา สังคโลก ตั้งอยู่ไม่ไกลจากอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย นอกจากจะได้ชมการสาธิตการทำสังคโลกแล้ว ยังจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวเพื่อจัดแสดงพระพิฆเนศหลายปาง หลายขนาดจำนวนร้อยกว่าองค์ โดยที่เจ้าของร้านสร้างสรรค์ขึ้นเองจากการผลิตแบบเครื่องสังคโลก บนพื้นฐานความชอบและความศรัทธา จึงเป็นที่มาของชื่อร้าน กะเณชา มาจาก Ganesh หรือพระคเณศนั่นเอง




วันที่ 2

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย - บ้านนาต้นจั่น

จากราชธานีเมืองสุโขทัย เดินทางต่อมายัง ศรีสัชนาลัย เมืองอุปราช หรือเมืองลูกหลวงชั้นต้น อีกทั้งยังเรียกกันในชื่อ ราชธานีแฝด และ ศรีสัชนาลัยสุโขทัย ตามที่ปรากฏในหลักศิลาจารึก มีความเจริญควบคู่กันมากับสุโขทัย รุ่งเรืองด้านการผลิตเครื่องสังคโลกดังปรากฏหลักฐานของ กลุ่มเตาทุเรียง เตาเผาสังคโลกแบบโบราณซึ่งตั้งกระจายตัวตามริมฝั่งแม่น้ำยม ที่บ้านเกาะน้อย อำเภอศรีสัชนาลัยในปัจจุบัน

ปั่นจักรยานเที่ยวชมความงามราชธานีแฝด ณ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย เริ่มวันใหม่ที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก พร้อมกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร โดยอุทยานฯ ได้จัดระเบียบให้เป็นพื้นที่โลว์คาร์บอน เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมภายในกำแพงเมืองด้วยการเดินเท้า ปั่นจักรยาน หรือนั่งรถรางไฟฟ้า ภายในศูนย์บริการนักท่องเที่ยวมีการจัดแสดงนิทรรศการขนาดย่อม บอกเล่าถึงเรื่องราวและความเป็นมาของเมืองศรีสัชนาลัย มีสื่อให้ความรู้ เช่น แผ่นพับข้อมูล แผนที่ภายในอุทยานฯ ป้าย QR Code ที่สามารถใช้สมาร์ทโฟนสแกนเข้าไปดูข้อมูลโบราณสถานต่างๆ ได้ถึง ๕ ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน และฝรั่งเศส

วัดในเขตกำแพงเมืองที่โดดเด่นคือ วัดช้างล้อม วัดเจดีย์เจ็ดแถว และวัดนางพญา เริ่มด้วย วัดช้างล้อม ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางเมือง เป็นวัดที่สวยงามขึ้นชื่อด้วยเอกลักษณ์ปูนปั้นรูปช้างเต็มตัว ๓๙ เชือก สร้างล้อมรอบเจดีย์ทรงระฆังแบบลังกา ระหว่างช้างแต่ละเชือกคั่นสลับด้วยเสาประทีปสำหรับวางคบไฟ ช้างเชือกที่อยู่ตรงหัวมุมทั้ง ๔ ด้านมีขนาดใหญ่กว่าและต่างจากช้างบริวารทั้งหมด เรียกว่า ช้างทรงเครื่อง เนื่องด้วยประดับลายปูนปั้นที่คอ ต้นขา และข้อเท้าอย่างงดงาม

ด้านหน้าวัดช้างล้อมคือ วัดเจดีย์เจ็ดแถว เดิมทีเรียกตามการประเมินจำนวนองค์เจดีย์ด้วยสายตาของชาวบ้านละแวกนั้นว่าน่าจะแบ่งได้เป็น ๗ แถว แต่ต่อมาเมื่อได้รับการบูรณะ พบว่าแบ่งออกเป็น ๙ แถว แต่ไม่ได้มีการเปลี่ยนชื่อแต่อย่างใด

ย้อนกลับมาทางกำแพงเมืองที่ วัดนางพญา ซึ่งตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแด่ผู้สร้างวัดคือ พระนางพสุจะเทวี ธิดาพระเจ้ากรุงจีน อัครมเหสีของพระร่วง สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ สมัยอยุธยาตอนต้นที่เริ่มแผ่อำนาจเข้ามาในอาณาจักรสุโขทัย สังเกตได้จากเจดีย์ประธานทรงระฆังที่สร้างซ้อนทับเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ของสุโขทัย และเนื่องจากวัดนางพญาเป็นวัดที่สตรีสร้างขึ้น จึงมีความเชื่อว่าหากสตรีใดมากราบขอพร จะสมหวังทุกประการ

หากมีเวลา ยังมีวัดนอกเขตกำแพงเมืองหรือเขตอรัญญิกอีกหลายวัดที่น่าสนใจให้ปั่นจักรยานเที่ยวชม หนึ่งในนั้นคือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชวรวิหาร หรือวัดพระบรมธาตุเมืองเชลียง

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยด้านนอกกำแพงเมือง ยังมีวัดที่น่าสนใจอีกหลายวัด เช่น วัดพญาดำ วัดเจดีย์เก้า วัดหัวโขน และวัดตายาย

บ้านนาต้นจั่น จุดกำเนิดภูมิปัญญาการทำผ้าหมักโคลน เที่ยวชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยแล้ว เดินทางต่อมายัง บ้านนาต้นจั่น ชุมชนโบราณอายุกว่า ๒๐๐ ปี ชาวชุมชนมีวิถีความเป็นอยู่เรียบง่าย พอเพียง มีความเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน พูดจาภาษาไทยวน (ภาษาเหนือ) ยังคงยึดอาชีพเกษตรกรรม และหัตถกรรมการทอผ้าเป็นสำคัญ ปัจจุบันเปิดให้ท่องเที่ยวและมีบริการที่พักแบบโฮมสเตย์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตอย่างใกล้ชิด พร้อมเรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านที่ตกทอดมารุ่นสู่รุ่น

อัตลักษณ์อย่างหนึ่งที่ทำให้บ้านนาต้นจั่นเป็นที่รู้จักคือ ภูมิปัญญาการทำผ้าหมักโคลน ซึ่งได้ค้นพบจากการสังเกตชายผ้านุ่งของหญิงสาวที่ใส่ออกไปทำไร่ทำนาว่าส่วนที่เปรอะโคลนเมื่อซักแล้วเนื้อผ้ากลับมีความนุ่มมากกว่าส่วนอื่น จึงได้ริเริ่มลองนำผ้าทั้งผืนมาหมักโคลนและพบว่านอกจากผ้าจะนิ่มลงแล้ว ยังมีสีนวลตามากยิ่งขึ้น เป็นที่มาของการทำผ้าหมักโคลนจนถึงปัจจุบัน ส่วนสาเหตุที่โคลนทำให้ผ้านิ่มนั้น จากข้อมูลเชิงวิชาการพบว่า ค่าความเป็นกรดด่างของแร่ธาตุเหล็กในโคลนจะแทรกซึมเนื้อผ้า ทำให้ใยผ้าขยายตัว เกิดความนิ่ม พร้อมทั้งช่วยให้สีย้อมติดดี เนื้อผ้าให้ความอบอุ่นในหน้าหนาวได้ดี และให้ความเย็นสบายในหน้าร้อนเช่นกัน

นักท่องเที่ยวสามารถมาเรียนรู้กรรมวิธีการทำผ้าหมักโคลน พร้อมทั้งทดลองทำด้วยตัวเองได้ที่ศูนย์เรียนรู้ของชุมชนภายในบริเวณโรงเรียนนาต้นจั่น โดยกระบวนการทำผ้าหมักโคลนนั้นอาศัยวัตถุดิบธรรมชาติเกือบทุกขั้นตอน

ไม่กินข้าวเปิ๊บ...มาไม่ถึงบ้านนาต้นจั่น มื้อกลางวัน ต้องมาที่ บ้านยายเครื่อง กลิ่นน้ำซุปกระดูกหมูลอยเตะจมูกตั้งแต่หน้าบ้าน ข้าวเปิ๊บยายเครื่อง ถือเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของบ้านนาต้นจั่นที่ใครมาแล้วไม่แวะชิม เหมือนยังมาไม่ถึง

ข้าวเปิ๊บ มีต้นกำเนิดจากเมื่อสามสิบปีก่อนที่เส้นก๋วยเตี๋ยวเป็นของหายาก ชาวบ้านต้องเดินทางเข้าเมืองเพื่อไปซื้อ อีกทั้งยังราคาสูง คุณยายเครื่อง วงศ์สารสิน แห่งบ้านนาต้นจั่นจึงคิดค้นสูตรใหม่ ดัดแปลงเอาข้าวสารมาโม่ ผสมน้ำกรองด้วยผ้าขาวได้น้ำแป้งข้นลักษณะคล้ายครีม ใส่เกลือเล็กน้อย นำมาเกลี่ยนึ่งบนหม้อพันปากด้วยผ้าขาวบาง เติมผักต่างๆ ที่หาได้ในท้องถิ่น พับแป้งที่เริ่มสุกตลบไปมา ได้ลักษณะคล้ายข้าวเกรียบปากหม้อ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเมนู ข้าวเปิ๊บ เพราะคำว่า เปิ๊บ ในภาษาถิ่น หมายถึงการพับไปพับมานั่นเอง เมื่อพับเสร็จ ให้นึ่งต่อสักพักแล้วตักใส่ชาม ราดด้วยซุปกระดูกหมูร้อนๆ โปะไข่ดาวนึ่งและหมูแดงชิ้นโต โรยกากหมูอีกเล็กน้อย อร่อยถูกปากใครต่อใครที่ได้ลอง


ตุ๊กตาบาร์โหน สร้างสรรค์จากแรงบันดาลใจ ตุ๊กตาบาร์โหน หนึ่งในเอกลักษณ์ของชุมชนและเป็นของที่ระลึกเมื่อแขกไปใครมาก็ไม่พลาดที่จะซื้อกลับไป ตุ๊กตาบาร์โหนเกิดจากแรงบันดาลใจของ คุณตาวงษ์ เสาฝั้น เมื่อครั้งยังหนุ่มชื่นชอบการโหนบาร์เดี่ยว เลยคิดประดิษฐ์ของเล่นที่รำลึกถึงความหลัง เริ่มต้นจากการใช้กระดาษแข็งนำมาตัดเป็นรูปทรงคนโหนบาร์ ปัจจุบันพัฒนามาเป็นไม้พร้อมเทคนิควิธีที่เพียงบีบปลายด้านล่างของไม้สองข้างเข้าหากัน ตุ๊กตาไม้ที่ร้อยด้วยเชือกด้านบนจะหมุนคล้ายคนกำลังโหนบาร์ในท่าต่าง ๆ นอกเหนือจากความสนุก ยังสามารถใช้เป็นเครื่องบริหารมือได้ด้วย

ทอผ้าใต้ถุนเรือน วิถีสาวชาวนาต้นจั่น จากบ้านคุณตาวงษ์ ปั่นจักรยานไปเยี่ยมชมการทอผ้า ชาวบ้านนาต้นจั่นมักใช้ใต้ถุนเรือนเป็นพื้นที่ทอผ้าขนาดย่อม เสียงกี่กระตุกกระทบกึกกักเป็นจังหวะ บ่งบอกถึงความชำนาญในฝีมือ อันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนที่นี่ นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามรายละเอียดและร่วมทดลองทอผ้ากับชาวบ้านได้ ก่อนกลับแวะชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากผ้าหมักโคลนซึ่งชาวชุมชนมีการพัฒนาต่อยอดออกแบบและตัดเย็บเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตอบสนองประโยชน์ใช้สอยที่หลากหลาย

ปั่นจักรยาน รื่นรมย์ชมสวน ชมทุ่ง อีกกิจกรรมที่สามารถสร้างความรื่นรมย์แก่ผู้มาเยือน คือ การปั่นจักรยานชมทัศนียภาพอันสวยงามของบ้านนาต้นจั่น ภาพความสวยงามจะสวยแตกต่างกันไปตามฤดูกาล พร้อมกันนี้ต้องไม่พลาดชมภาพพระอาทิตย์ตกที่ปลายท้องนาในช่วงโพล้เพล้ ซึ่งชาวชุมชนนาต้นจั่นเองยังการันตีว่า พระอาทิตย์ตกที่นี่สวยงามไม่แพ้ที่ไหนเลยทีเดียว

สำหรับผู้ที่ชอบปั่นจักรยานระยะทางไกล นอกจากการปั่นจักรยานรอบชุมชนแล้ว ยังสามารถปั่นออกไปได้ถึงอนุสาวรีย์เจ้าพ่อหมื่นด้ง ห่างจากตัวหมู่บ้านประมาณ ๘ กิโลเมตร สองข้างทางมีภาพไร่สวนท้องนาให้ชม น่าประทับใจเช่นกัน นักท่องเที่ยวสามารถเช่าจักรยานได้ที่ศูนย์การเรียนรู้บ้านนาต้นจั่น


ขอบคุณภาพจาก shutterstock

วันที่ 3

ทดลองเป็นเกษตรฝึกหัดที่ โครงการเกษตรอินทรีย์สนามบินสุโขทัย

เช้าวันนี้ ลองมาเป็นเกษตรกรฝึกหัดที่ โครงการเกษตรอินทรีย์สนามบินสุโขทัย โดยเริ่มที่การนั่งรถอีแต๋นเที่ยวชมและร่วมกิจกรรมห้องเรียนกลางแจ้ง สัมผัสวิถีเกษตรอินทรีย์จากการลงมือปฏิบัติ ผู้ร่วมกิจกรรมต้องเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดหม้อฮ่อม ใส่รองเท้าแตะ สวมงอบ ที่เจ้าหน้าที่จัดเตรียมไว้ให้เพื่อความคล่องตัว ราวกับเป็นเกษตรกรตัวจริง ก่อนเริ่มกิจกรรมเจ้าหน้าที่จะบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ ณ บริเวณห้องโถง ซึ่งมีนิทรรศการประวัติความเป็นมาของโครงการ พร้อมทั้งจัดแสดงพันธุ์ข้าวแต่ละสายพันธุ์ที่โครงการได้พัฒนาขึ้น

หลังจากชมนิทรรศการแล้ว นั่งรถแต๊กหรือรถอีแต๋นเพื่อไปเริ่มกิจกรรมแรกคือ การเก็บไข่เป็ด ที่นี่เลี้ยงเป็ดด้วยข้าวเปลือก ควบคู่ไปกับการเลี้ยงแบบระบบเปิดคือ ปล่อยให้เป็ดไปหาอาหารกินเอง เมื่อเป็ดได้กินอาหารตามธรรมชาติ ไม่ปนเปื้อนสารเคมี ทำให้มีสุขภาพดี ไข่ดก แม้จะเป็นไข่ฟองเล็กกว่าที่นิยมในท้องตลาด แต่มีไข่แดงขนาดใหญ่ สีแดงสด ไม่คาว ไข่ขาวน้อย นักท่องเที่ยวสามารถซื้อไข่เป็ดติดไม้ติดมือกลับบ้านได้ ส่วนที่เหลือจากการจำหน่ายจะถูกแปรรูปเป็นไข่เค็ม และนำเข้าครัวที่ร้านอาหารของโครงการ

กิจกรรมต่อไปคือการ เก็บผักสดจากแปลงผักปลอดสารพิษ เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่เรียกว่า แปลงนาสวนผสม มีทั้งนาข้าวและสวนผลไม้ในบริเวณใกล้เคียงกัน สามารถพบเห็นขณะนั่งรถผ่าน นักท่องเที่ยวสามารถซื้อผักที่เก็บเองติดไม้ติดมือกลับไปได้

มาถึงส่วนสำคัญของโครงการคือ โรงสีข้าว กิจกรรมนี้ นักท่องเที่ยวจะได้ทราบทุกขั้นตอนกว่าจะได้ข้าวแต่ละเมล็ดต้องใช้ความพิถีพิถันอย่างไรบ้าง

จากโรงสีข้าวมาทดลองขี่ควายที่บริเวณ บ้านท้องนา ควายส่วนใหญ่ที่เลี้ยงในโครงการเป็นควายไทย ถูกไถ่ชีวิตมาจากโรงฆ่าสัตว์ ไม่ได้เลี้ยงเพื่อใช้แรงงาน แต่เพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์ นอกจากนี้บริเวณบ้านท้องนานี้ยังมีที่พักและจักรยานไว้ให้บริการด้วย

มาถึงคาบเรียนสุดท้ายที่ แปลงนาปู่ย่าตายาย เป็นแปลงนาสาธิตตั้งอยู่หลังร้านอาหารครัวสุโข จะได้เรียนรู้วิธีการดำนาปลูกข้าวตามวิธีโบราณ เริ่มจากแปลงเพาะต้นกล้า ข้าวที่ได้จากการเก็บเกี่ยว นำมาแช่น้ำ และผึ่งให้หมาด หมักไว้ ๒-๓ วัน นำหว่านลงในแปลงประมาณ ๑ สัปดาห์ก็จะเริ่มงอกเป็นต้นกล้า ขั้นตอนต่อไปจะต้องถอนกล้าออกมา โดยให้ถอนแบบดึงขึ้นในลักษณะเฉียงเพื่อให้รากไม่ติดโคลนมากนัก เมื่อถอนได้หนึ่งกำมือใหญ่ๆ ผู้สาธิตจะพาไปลงลุยโคลนนุ่มๆ ทดลองดำนาด้วยตัวเอง ซึ่งการดำนา จะใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้จับบริเวณโคนรากต้นกล้า แล้วดันรากด้วยนิ้วโป้งให้ฝังลงไปในดิน ปักดำเรียงเป็นแถวโดยเว้นระยะห่างแต่ละต้นพอสมควรเพื่อให้ต้นข้าวสามารถแตกกอเพิ่มได้ เป็นอันจบหลักสูตรห้องเรียนกลางแจ้ง

อิ่มอร่อยกับอาหารเพื่อสุขภาพที่ครัวสุโข มื้อเที่ยงนี้ เติมพลังที่ ครัวสุโข ร้านอาหารของโครงการเกษตรอินทรีย์สนามบินสุโขทัย ทุกเมนูล้วนเป็นเมนูสุขภาพที่ใช้วัตถุดิบปลอดสารพิษจากไร่นาของโครงการเอง หลังจากอิ่มท้องแล้ว แวะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพของทางโครงการฯ จำพวกข้าว ผักสด ไข่เค็ม ขนมขบเคี้ยว รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่แปรรูปจากวัตถุดิบในไร่ ได้ที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าที่ระลึก ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเดียวกันกับร้านอาหาร


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานใหญ่)

1600 ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 ประเทศไทย โทรศัพท์ : 662 250 5500 ศูนย์บริการข่าวสารท่องเที่ยว ททท. 1672

#สุโขทัย


เรื่องที่เกี่ยวข้อง


เส้นทางวิถีแห่งความพอเพียง สู่สายน้ำแห่งประวัติศาสตร์ สมุทรสงคราม - กาญจนบุรี

เส้นทางนี้เริ่มต้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ตั้งอยู่ทางภาคกลางของประเทศไทย และต่อด้วยจังหวัดกาญจนบุรี ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของภาคกลาง เป็นเส้นทางสีเขียวที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติทั้งภายในชุมชน แม่น้ำ ผืนป่า ที่ถูกอนุรักษ์และรักษาไว้อย่างดี รวมไปถึงการเดินทางแบบโลว์ คาร์บอน ซึ่งมีทั้งการเดินทางโดยรถไฟบนสายที่สั้นที่สุดในประเทศไทยที่มีระยะทางเพียง ๓๔ กิโลเมตร