เส้นทางวิถีแห่งความพอเพียง สู่สายน้ำแห่งประวัติศาสตร์ สมุทรสงคราม - กาญจนบุรี

เส้นทางวิถีแห่งความพอเพียง สู่สายน้ำแห่งประวัติศาสตร์ สมุทรสงคราม - กาญจนบุรี

เส้นทางนี้เริ่มต้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ตั้งอยู่ทางภาคกลางของประเทศไทย และต่อด้วยจังหวัดกาญจนบุรี ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของภาคกลาง เป็นเส้นทางสีเขียวที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติทั้งภายในชุมชน แม่น้ำ ผืนป่า ที่ถูกอนุรักษ์และรักษาไว้อย่างดี รวมไปถึงการเดินทางแบบโลว์ คาร์บอน ซึ่งมีทั้งการเดินทางโดยรถไฟบนสายที่สั้นที่สุดในประเทศไทยที่มีระยะทางเพียง ๓๔ กิโลเมตร


เส้นทางวิถีแห่งความพอเพียง สู่สายน้ำแห่งประวัติศาสตร์

เดินทางโดยการปั่นจักรยาน เดินเท้า หรือจะเป็นการล่องเรือจากท่าน้ำในเมืองที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน เพียงไม่กี่นาทีก็เข้าสู่บรรยากาศของป่าจากและวิถีชีวิตแบบชนบทริมน้ำ หรือจะเป็นการเดินทางที่ขับรถไต่ไปตามร่องเขาเพื่อเข้าสู่ผืนป่า ทางรถไฟและสายน้ำแห่งประวัติศาสตร์ ระหว่างเส้นทาง ยังมีกิจกรรมสนุกๆ อีกหลากหลายให้ได้ร่วมทำ ที่สำคัญเป็นกิจกรรมที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการเคี่ยวน้ำตาลมะพร้าว การสานใบมะพร้าว การทำขนมไทย พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้คนในชุมชม หรือแม้กระทั่งผจญภัยบนยอดไม้แบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางแบบไหน และเดินทางไปพบอะไร เรียกได้ว่าจะได้ครบทุกสัมผัส ทั้งความรู้ ความเข้าใจถึงวิถีที่เกิดขึ้น ได้เรียนรู้ถึงการมีจิตอนุรักษ์ในธรรมชาติของชุมชน มีการใช้ชีวิตบนวิถีแห่งความพอเพียง ใส่ใจดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ตระหนักถึงความสำคัญของการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ทั้งหมดนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนหันมารักษาธรรมชาติและเพิ่มความเป็นสีเขียวในหัวใจ




วันที่ 1

ตลาดร่มหุบ - กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ - ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน

เป้าหมายแรกคือสถานีรถไฟแม่กลอง ซึ่งเป็นที่ตั้งของตลาดร่มหุบ ตลาดแห่งเดียวในโลกที่ไม่เหมือนใคร คือเป็นตลาดที่ขายของบนรางรถไฟ ไม่ว่าจะเป็น ผัก ผลไม้ อาหารสด อาหารแห้ง กะปิ น้ำปลา และที่สำคัญเวลาที่รถไฟจะวิ่งเข้าหรือออกจากสถานี พ่อค้าแม่ค้าจะต้องหุบร่มที่กางไว้สำหรับกันแดด เพื่อให้รถไฟวิ่งผ่านไปได้ และเมื่อรถไฟวิ่งผ่านไปแล้ว จะกางร่มกลับมาเหมือนเดิม

หลังจากตื่นตาและสนุกสนานที่ตลาดร่มหุบแล้ว สามารถเดินเท้าต่อไปยังวัดเพชรสมุทรวรวิหาร อยู่ห่างจากตลาดเพียง ๒๐๐ เมตร เพื่อไปขึ้นเรือต่อไปยังกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ ภายในบริเวณวัด มีลานจอดรถกว้างขวาง และเป็นที่ตั้งของท่าเรือ โดยที่เป้าหมายต่อไปคือนั่งเรือหางยาวจากท่าน้ำวัดไปยังกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์



ณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ จะได้เรียนรู้กิจกรรมที่เสริมสร้างความรู้ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังได้เรียนรู้วิถีชุมชนที่ผูกพันกับการเกษตร ศิลปหัตถกรรมและวัฒนธรรมพื้นบ้าน และที่สำคัญคือชีวิตที่ผูกพันกับมะพร้าว มีการต่อยอดกิจกรรมต่างๆ ที่ทำมาจากมะพร้าว และได้เรียนรู้คุณประโยชน์จากมะพร้าวตั้งแต่ต้นไปจนลูกมะพร้าว นอกจากนี้ยังเป็นชุมชนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีการทำเกษตรปลอดสาร ทำปุ๋ยอินทรีย์ และมีกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติ

เดินทางมาเรียนรู้ชีวิตวิถีป่าชายเลนกันต่อที่ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน ทีนี่มีประวัติความเป็นมาที่น่ายกย่องและน่าภูมิใจ เพราะเป็นผืนป่าที่ชาวชุมชนตำบลคลองโคนร่วมแรงร่วมใจกันปลูกป่าขึ้นมาตลอดระยะเวลายี่สิบกว่าปี นอกจากจะได้เรียนรู้เรื่องระบบนิเวศป่าชายเลนในทางทฤษฎีแล้ว ยังสามารถลงมือปฏิบัติเป็นนักปลูกป่าด้วยเช่นกัน


วันที่ 2

ตลาดน้ำบางน้อย - พิพิธภัณฑ์ตั้งเซียมฮะ - ชุมชนบ้านบางพลับ - หินตก ริเวอร์ แคมป์ ณ ช่องเขาขาด รีสอร์ท

เช้าวันใหม่ พระอาทิตย์ใกล้โผล่พ้นขอบฟ้า หากเป็นวิถีชีวิตของชาวอัมพวา ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมคลอง จะมารอตักบาตรพระที่พายเรือมารับบิณฑบาตรบริเวณท่าน้ำ มีโอกาสมาพักริมคลองแล้ว สามารถมารอตักบาตรพระได้ในยามเช้า นอกจากจะได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบคนอัมพวาจริงๆ ยังได้อิ่มบุญกันอีกด้วย



เช้านี้เริ่มต้นการเดินทางด้วยการไปเยี่ยมชมตลาดน้ำบางน้อย มีเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ ที่สำคัญยังมีภาพวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในริมคลองบางน้อยให้เห็น อย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำบางน้อยจะครึกครื้นพิเศษในช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์ มีพ่อค้าแม่ขายมาเปิดร้านจำหน่ายสินค้าของที่ระลึก กาแฟสด กาแฟไทย ชาไทย หรือแม้กระทั่งนวดไทย ที่น่าประทับใจคือ ยังมีชาวสวน ชาวไร่ นำพืชผัก ผลไม้จากสวนตัวเองมาวางจำหน่าย นอกจากนี้ยังมีอาหารอร่อยๆ หลายอย่าง เป็นเมนูพิเศษในสูตรเฉพาะของคนบางน้อยที่สะท้อนให้เห็นถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรมของตนไว้อย่างดี

ภายในตลาดน้ำบางน้อย ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ตั้งเซียมฮะ หรือบ้านไหพันใบ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดมาจากการสะสมหม้อ ไห ถ้วย ชามต่าง ๆ ซึ่งบางวัตถุที่ซื้อมานั้นมีมาตั้งแต่สมัยทวารวดี สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น และที่น่าสนใจมากที่สุดคือ หม้อตาลโบราณ ที่ไว้สำหรับเคี่ยวน้ำตาล บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ความเป็นวิถีชีวิตได้อย่างชัดเจน โดยปัจจุบันมีการสะสมโบราณวัตถุไว้มากกว่า ๔,๐๐๐ ชิ้น

หลังจากเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แล้ว เดินทางต่อไปยังชุมชนบ้านบางพลับ ที่เป็นทั้งชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นชุมชนสีเขียวของจังหวัดสมุทรสงคราม เริ่มตั้งแต่บรรยากาศภายในชุมชน ด้วยวิถีที่ชีวิตอยู่กับสายน้ำ มีลำคลองต่างๆ รายล้อม และมีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน สองข้างทางจึงอุดมไปด้วยร่องสวน มีทั้งสวนมะพร้าว สวนส้มโอ ลิ้นจี่ มะละกอ และผลไม้อื่นๆ รวมไปถึงพืชผักสวนครัวชนิดต่างๆ อีกมากมาย

ปั่นจักรยานเที่ยวบ้านบางพลับ ตามเส้นทางสีเขียว ที่บ้านบางพลับนั้น เน้นการท่องเที่ยวภายในชุมชนโดยการปั่นจักรยานเป็นหลัก โดยตลอดเส้นทางจักรยาน ๑ กิโลเมตรเศษ จะมีป้ายบอกจุดแวะชมกิจกรรมต่างๆ นักท่องเที่ยวสามารถแวะเข้าไปเรียนรู้ พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับชุมชนได้อย่างเป็นกันเอง โดยเริ่มจาก ศูนย์เรียนรู้มหาวิชชาลัยภูมิปัญญาท้องถิ่น บ้านบางพลับ เรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาเกษตรพื้นบ้านในวิธีต่าง ๆ เช่น วิธีการทำน้ำตาลมะพร้าว การทำปุ๋ยจุลินทรีย์หมัก เป็นต้น ต่อมา ปั่นมาชมสวนมะพร้าว ชมการเก็บมะพร้าว และการเก็บน้ำตาลมะพร้าว

ไปกันต่อที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลไม้กลับชาติ คือการนำผัก ผลไม้ที่มีรสชาติขมอย่างบอระเพ็ด มะกรูด มาแช่อิ่มกลายเป็นของหวานแบบไทยโบราณ รับประทานง่าย จึงเป็นที่มาของ “ผลไม้กลับชาติ” นั่นเอง และจุดสุดท้าย คือการชมส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ปลอดสารพิษ ที่มีชื่อเสียงในชุมชนบ้านบางพลับนั่นเอง

ปิดท้ายทริปจักรยานด้วยกุ้งแม่น้ำตัวโตๆ หลังจากที่ปั่นเที่ยวภายในชุมชนเสร็จ อย่าลืมแวะทานกุ้งแม้น้ำตัวโตๆ ในชุมชนบางพลับ มีร้านอาหารจำหน่ายกุ้งแม่น้ำสดๆ หลายแห่ง บริการหลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นผัดไทยกุ้งแม่น้ำ ต้มยำกุ้งแม่น้ำ กุ้งแม่น้ำเผา ข้าวผัดกุ้งแม่น้ำ ส่วนรสชาตินั้นไม่ต้องพูดถึง คนสมุทรสงครามปรุงเอง พื้นบ้านแท้ๆ อร่อยแน่นอน

บ่ายนี้เดินทางมาถึงหินตก ริเวอร์ แคมป์ ณ ช่องเขาขาด รีสอร์ท ที่จังหวัดกาญจนบุรี แค่โลเคชั่นก็มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ตั้งอยู่บนเนินเขาที่มองลงไปเห็นแม่น้ำแควน้อย รีสอร์ทจึงถูกดีไซน์เป็นคอนเซ็ปลักชัวรี่ซาฟารีเต็นท์กลิ่นอายแอฟริกัน เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศธรรมชาติแวดล้อม

ก่อนตะวันลาลับฟ้า แนะนำให้เดินลงไปชมพระอาทิตย์ตกดินที่ริมแม่น้ำ โดยที่รีสอร์ทสร้างแพไม้ขนาดใหญ่ไว้บริการ บนแพมีที่นั่งเล่น มีโซฟาอ่านหนังสือ นอนเล่นเอกเขนกได้อย่างสบายใจ นอกจากบรรยากาศของการพักผ่อนจะเป็นไปตามสไตล์ซาฟารีแล้ว มื้อค่ำของที่นี่ยังพิเศษด้วยเช่นกัน มีบริการบาร์บีคิวรอบแคมป์ไฟ พร้อมเสิร์ฟอาหารมากมายหลายชนิด ทั้งอาหารไทย อาหารยุโรป เป็นต้น



วันที่ 3

พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สถานช่องเขาขาด - โฮมพุเตย ริเวอร์เเคว รีสอร์ท - หมู่บ้านมอญ - เดอะ โฟลทเฮ้าส์ ริเวอร์แคว รีสอร์ท

ตื่นเช้ารับวันใหม่ เริ่มต้นวันด้วยการปั่นจักรยานไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สะพานแขวน ณ บ้านหาดงิ้ว ซึ่งอยู่ห่างเพียง ๑๐ นาทีจากรีสอร์ท นอกจากจะได้เห็นทัศนียภาพที่งดงามของสะพานแขวนแล้ว ยังเห็นวิถีชีวิตของผู้คนยามเช้า เช่นๆ เด็กๆ ปั่นจักรยานไปโรงเรียน ผู้เฒ่าผู้แก่ออกมาตักบาตร หนุ่มสาว เริ่มออกจากบ้านไปทำงาน เป็นกิจกรรมที่เมื่อมาพักผ่อนที่หินตก ริเวอร์ แคมป์แล้วไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

หลังจากรับประทานอาหารเช้า เดินทางเข้าสู่ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สถานช่องเขาขาด พิพิธภัณฑ์แห่งความทรงจำที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงทุกชีวิตที่ได้เสียสละและอดทนสร้างทางรถไฟสายไทย-พม่า หรือรู้จักกันดีในชื่อ เส้นทางรถไฟสายมรณะ ซึ่งได้รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับการสร้างทางรถไฟสายนี้ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในปี ๒๔๘๕ – ๒๔๘๘ มีการจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย ป้ายข้อมูล สไลค์ มัลติมีเดีย สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เครื่องมือ เครื่องนุ่งห่ม และอุปกรณ์ในการสร้างทางรถไฟ นอกจากห้องนิทรรศการแล้ว บริเวณด้านหลังของพิพิธภัณฑ์ยังมีเส้นทางเดินลงไปยังช่องเขาขาด เป็นพื้นที่จริงที่ใช้ในการสร้างทางรถไฟ คงมีร่องรอยบางส่วนของทางรถไฟเหลืออยู่

เรียนรู้ประวัติศาสตร์อันสำคัญแล้ว เดินทางต่อไปร่วมผจญภัยกันต่อบนเส้นทางสายกรีน จุดหมายต่อไปคือ โฮมพุเตย ริเวอร์เเคว รีสอร์ท โฮมพุเตยยังมีกิจกรรมสำหรับนักผจญภัยหัวใจสีเขียวหลายอย่าง ที่โดดเด่นคือ ภายในบริเวณรีสอร์ทเป็นที่ตั้งของฐานกิจกรรม ทรี ท็อป แอดเวนเจอร์ พาร์ค (Tree Top Adventure Park) เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนที่ชอบเล่นกิจกรรมท้าทายกึ่งผจญภัย มีฐานความมันส์ให้เล่นถึง ๓๐ ฐานในป่า เริ่มตั้งแต่การเดินบนสะพานลิง การไต่บันไดลิงขึ้นไปบนยอดไม้ การเดินบนตาขาย และฐานอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนไฮไลท์คือ การโหนรอกสลิงลอยฟ้า (Zip Line Adventure) โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญดูแลตลอดทุกฐานกิจกรรม พร้อมอุปกรณ์พิเศษต่างๆ ที่จะเพิ่มความปลอดภัยให้แก่นักผจญภัย

เที่ยงนี้จะล่องเรือไปรับประทานอาหารกลางวันที่เรือนแพ ริเวอร์แคว จังเกิลราฟท์ เป็นแพที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำแควน้อย ห่างจากโฮมพุเตยเพียงไม่กี่สิบนาทีทางเรือ เป็นเรือนแพขนาดใหญ่แห่งนี้น่าจะเป็นที่เดียวในประเทศไทยที่ไม่ใช้ไฟฟ้า และใช้ตะเกียงให้แสงสว่างยามค่ำคืนแทน เนื่องจากเจ้าของเรือนแพต้องการอนุรักษ์วิถีของธรรมชาติ เลยอยากให้คนที่มาพักได้อยู่กับธรรมชาติจริงๆ

หลังจากรับประทานอาหารกลางวันอร่อยๆ แล้ว ยังมีกิจกรรมทางธรรมชาติให้ทำอีกหลายอย่าง ที่พลาดไม่ได้คือการเดินเที่ยวชมหมู่บ้านมอญ จะได้เห็นวิถีชีวิตของชาวมอญจริงๆ ทั้งบ้านเรือน ความเป็นอยู่ วัดมอญ โรงเรียนมอญ ที่ยังคงอนุรักษ์ไว้อย่างดี

สำหรับบ่ายนี้ เข้าพักที่เดอะ โฟลทเฮ้าส์ ริเวอร์แคว รีสอร์ท เป็นบูติครีสอร์ทระดับหรูแห่งเดียวในสายแม่น้ำแคว มีการออกแบบทางสถาปัตยกรรมแนวธรรมชาติและนำศิลปะพื้นถิ่นมาผสมผสาน หลังจากรับประทานอาหารค่ำแล้ว กิจกรรมปิดท้ายก่อนนอนคืนนี้คือนั่งเรือไปชมระบำมอญที่ริเวอร์แคว รีโซเทล รีสอร์ท ที่นี่จะมีระบำมอญโชว์ทุกวัน เวลา ๒๐.๐๐ น. และระยะเวลาโชว์ประมาณ ๔๕ นาที ระบำมอญเป็นศิลปะพื้นบ้านของมอญที่มีมายาวนาน ชาวมอญที่นี่ยังคงเก็บรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกาย ท่ารำ การแต่งหน้าแต่งตา หรือแม้กระทั่งดนตรีที่นำมาใช้ประกอบการรำยังเป็นใช้เครื่องดนตรีแบบดั้งเดิม


วันที่ 4

ถ้ำละว้า - ศูนย์อนุรักษ์ช้างกาญจนบุรี

หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว แวะเที่ยวชม ถ้ำละว้า เป็นถ้ำที่มีชื่อเสียงของจังหวัดกาญจนบุรี ตั้งอยู่ในเขตของอุทยานแห่งชาติไทรโยค ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยงาม มีห้องต่างๆ จัดได้อย่างเป็นระเบียบ มีไฟเปิดให้ตลอดสองข้างทาง และมีป้ายบอกชื่อแต่ละห้องอย่างชัดเจน ในถ้ำจะได้เห็นค้างคาวคุณกิตติ ซึ่งเป็นค้างคาวที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกอีกด้วย




ออกเดินทางต่อไปยังศูนย์อนุรักษ์ช้างกาญจนบุรี : บ้าน ช.ช้างชรา เป็นสถานที่ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวหรือผู้มีจิตอาสาได้มาดูแลช้างสูงอายุ หรือช้างที่ประสบปัญหาด้านสุขภาพ โดยมีกิจกรรมจิตอาสาต่างๆ ให้เข้าร่วม เช่น  เตรียมอาหารและให้อาหารช้าง กวนข้าวเหนียวให้ช้าง ปลูกพืชอาหารช้างหรือหาอาหารให้ช้าง อาบน้ำร่วมกับช้าง ส่งช้างไปนอนในป่า พร้อมศึกษาป่าที่อยู่อาศัยของช้างโดยรอบ รวมไปถึงทำความสะอาดโรงช้าง และดูแลสุขภาพช้างเบื้องต้น ซึ่งจะได้เรียนรู้วิถีชีวิตของช้างและการใช้ชีวิตร่วมกันระหว่างคนกับช้างอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ที่บ้าน ช.ช้างชรา ยังมีโครงการต่างๆ ให้เข้ามาช่วยเหลือช้าง ไม่ว่าจะเป็นโครงการปลูกพืชอาหารช้าง เช่น กล้วย อ้อย ข้าวโพด หญ้าบาน่า สับปะรด หรือโครงการผสมเทียมช้าง เพื่อป้องกันไม่ให้ช้างไทยสูญพันธุ์ เป็นต้น

เส้นทางวิถีแห่งความพอเพียง สู่สายน้ำแห่งประวัติศาสตร์นี้ ไม่เพียงแต่จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายตามวิถีธรรมชาติ เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของชุมชน แต่ยังเป็นเส้นทางที่ให้พักผ่อนเคียงข้างสายน้ำที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน สนุกกับการผจญภัยเชิงสีเขียว และสัมผัสวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่ยังคงไว้อย่างดั้งเดิม


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานใหญ่)

1600 ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 ประเทศไทย โทรศัพท์ : 662 250 5500 ศูนย์บริการข่าวสารท่องเที่ยว ททท. 1672

#สมุทรสงคราม #กาญจนบุรี #สายน้ำแห่งประวัติศาสตร์ #เส้นทางสีเขียว


เรื่องที่เกี่ยวข้อง


เส้นทางนี้จะพาไปรู้จักเมืองสุโขทัย ท่องเที่ยวไปในเขตเมืองเก่าบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ปั่นจักรยานสัมผัสร่องรอยอารยธรรมผ่านโบราณสถาน มีแมกไม้ร่มรื่นตลอดสองข้างทาง เยี่ยมชมแหล่งทำเครื่องสังคโลกที่ใหญ่สุดในสุโขทัย เรียนรู้กรรมวิธีการทำผ้าหมักโคลนจากภูมิปัญญาบรรพบุรุษที่บ้านนาต้นจั่น พร้อมชิมอาหารพื้นบ้านขึ้นชื่ออย่าง ข้าวเปิ๊บ ปิดท้ายกับการเรียนรู้กระบวนการเกษตรอินทรีย์ ร่วมเป็นเกษตรกรฝึกหัด ลงมือเก็บเกี่ยวผลผลิตด้วยตัวเอง ทั้งหมดเปรียบเสมือนการบอกเล่าอัตลักษณ์งดงามของเมืองสุโขทัย เป็นการท่องเที่ยวที่ครบเครื่อง ได้เรียนรู้ทั้งประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงอนุรักษ์วิถีวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมของชุมชน






เส้นทางมรดกภูมิปัญญาผ้าทอล้านนา วิถีรักษ์สุขภาพ สู่เมืองขุนเขาและสายหมอก สัมผัสลมหายใจแห่งวิถีธรรมชาติและความเรียบง่ายบนผืนนา เชียงใหม่ - ปาย (4 วัน 3 คืน)

















เส้นทางผ่อนคลายหัวใจในดินแดนโรแมนติก แม่ฮ่องสอน - เชียงใหม่ เส้นทางนี้นักท่องเที่ยวสามารถมาสัมผัสความงดงามได้ตลอดทั้งปี โดยความงามจะแปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาล แต่เสน่ห์แห่งวิถีชีวิต และความผ่อนคลายของทุกสถานที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป มีพร้อมให้ทุกคนเดินทางมาค้นพบเสมอ













ดู 154 ครั้ง